ผมเป็น นักศึกษา ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ผูกพัน เกี่ยวเนื่องกับการเมืองไทยมาเป็นเวลายาวนาน จนถึงกับมีคำกล่าวที่ว่า "ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ก็คือประวัติศาสตร์ของธรรมศาสตร์" เพราะสองสิ่งนั้นแยกกันไม่ออก ผู้ประศาสน์การของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มาจากการเมือง และบ่อยครั้งที่ผู้นำของมหาวิทยาลัยของเรา ก็มีบมบาททางการเมือง
 
ก่อนจะมีสีเหลืองกับสีแดง ขอยอมรับตามตรงว่าไม่เคยติดตามการเมือง เนื่องด้วยยังเด็กเกินไปและการเมืองถือเป็นเรื่องที่ไกลตัวเหลือเกินสำหรับเด็กมัธยมต้นที่ชีวิตข้างหน้าเต็มไปด้วยการเรียนและ "มหาวิทยาลัย" ที่จะต้องฝ่าฟัน ฟาดฟัน เพื่อให้ได้เข้าเรียน
 
       "พูดง่ายๆคือ ผมแม่งเรียนเยอะ เล่นเยอะ เลยไม่สนใจเรื่องไกลตัว อย่างการเมืองไทย" 
 
      ผมเริ่มสนใจการเมือง ตอน มัธยมสี่ ถามว่าทำไม? จะไม่ให้สนใจได้อย่างไร ในเมื่อเสื้อเหลืองที่นำโดย พลตรีจำลอง ศรีเมือง และ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ชุมนุมกันปิดถนน เรียกร้องให้ พันตำรวจโท ด็อกเตอร์ ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่ง นั่น นับเป็นม็อบไล่นายกรัฐมนตรี ครั้งแรกที่ผมได้เห็น และก็ไม่ได้คิดว่ามันจะนำสู่เหตุการณ์ต่างๆมากมาย ถึงขนาดเสียเลือดเสียเนื้อ จนเกือบจะเป็นสงครามกลางเมืองอย่างเหตุการณ์ที่ผ่านๆมา 
 
           อะไร ทำให้สังคมไทย ไปถึงจุดนั้น? อะไร ทำให้สังคมที่เคยสงบสุขของคนไทย ไปถึงจุดนั้น? 
 
นักวิชาการ นักการเมือง บุคคลสำคัญ ต่างออกมาให้ความเห็นกันมากมาย บ้างว่าเป็นเพราะทักษิณ บ้างว่าเป็นที่ รัฐธรรมนูญ การปฏิวัติ เสื้อเหลือง เสื้อแดง และอื่นๆ 
 
   แต่คำตอบที่ผมได้คือ "ตัวเราเอง"
 
        พวกเราเอง เป็นที่มาของความขัดแย้งดังกล่าว พวกเราเองเป็นที่มาของการจลาจล และก็พวกเราเองที่จะต้องเป็นคนที่รับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่ผ่านมาและกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป 
 
        ผมมีพี่ชายที่รู้จักกัน อยู่ที่อเมริกา ชื่อ อุน พี่อุนเป็นคนไทย แต่ไปโตที่อเมริกาจนได้สัญชาติและซึมซับวัฒนธรรมของชาวตะวันตกจนแทบไม่เหลือความเป็นคนไทย (ก็แหงแหละ ไปอยู่ตั้งกะขวบเดียว) พี่อุนชอบเมืองไทย แต่ไม่ชอบการเมืองไทย 
 
        เพราะการเมืองไทย วุ่นวายจนเกินไป และความขัดแย้งไม่ได้เกิดเพียงแค่ในสภา แต่เกิดในสังคมไทย รวมถึงสังคมคนไทยในต่างแดน 
 
        แม่พี่อุนเป็นเสื้อแดง ชอบทักษิณ ส่วนคุณพ่อ เป็นเสื้อเหลือง เกลียดทักษิณ 
 
       เห็นได้ชัดว่า แนวความคิดของทั้งสองคนนี้ไปกันไม่ได้อย่างแน่นอนในเรื่องของการเมือง เหมือนเล่นฟุตบอล ที่ต่างคนต่างจะเอาชนะ พี่อุนเล่าว่า เวลาที่ทีวีเปิดไปเจอข่าวเกี่ยวกับการประท้วงในเมืองไทย เมฆมรสุมอันคุกกรุ่นได้ก่อตัวขึ้นเงียบๆในใจของประมุขของครอบครัว จากนั้นก็กลายมาเป็นสายฟ้าที่ฟาดกระหน่ำกัน
 
     ผมถาม "แล้วพี่อุนทำไง?" 
 
     พี่อุนตอบว่า "พี่กับน้องก็ตะโกนว่า โอบาม่าๆๆๆๆๆๆ" และมันก็จบลงที่เสียงหัวเราะ 
 
     ผมเคยเป็นหนึ่งคนที่เถียงกับคนอื่นเรื่องการเมือง เป็นคนที่เถียงเพื่อจะเอาชนะ และส่วนมาก ก็ลงเอยที่ความกินแหนงแคลงใจกัน จนเสียเพื่อนก็มี ยิ่งมีเฟสบุค ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะผมสามารถเถียงกับทุกคนบนเฟสบุคได้ โดยที่ไม่ต้องตะแบงให้เหนื่อยแรง เพียงแค่พิมพ์ๆๆ 
     ผมเคยเป็นเช่นนั้น จนวันที่เข้ามาที่ ธรรมศาสตร์ ผมมีเพื่อน เพื่อนที่มีพ่อเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์เสื้อแดง เพื่อนที่เป็นคนดี แต่สีแดง เพื่อนที่เป็นคนดี แต่เขามีความคิดทางการเมืองแตกต่างจากผม(ผมไม่ได้เป็นสีเหลืองนะ) แน่นอน เมื่อเวลามาถึง การเมือง ไม่มีทางหนีไปจากวงสนทนาของเด็กนิติศาสตร์ และแล้วพวกเราสองคนก็ เถียงกัน 
 
     แต่การเถียงกันคราวนี้ พวกเรา เถียงกันที่เหตุผล เราใชเหตุผล และผลสรุปที่ออกมา ทั้งผมและเพื่อนคนดังกล่าวยอมรับคือ "แม่งผิดทั้งสองสีแหละ"  หรือท่านผู้อ่านจะบอกว่ามีสีไหนที่ทำถูกต้องตลอดเวลา ไม่มีเรื่องใดผิด ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สังคมไทย 
 
      ความเสียหายอย่างแรกที่พวกเขาก่อ คือความแตกแยกในสังคมไทย กระทบหลักๆเลยคือวงสนทนา 
 
    ผมเล่าทั้งหมดมา เพียงแค่อยากจะเตือนสติทุกท่านว่า มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่พวกเราควรจะหยุด หยุด ทำให้เฟสบุคของตัวเองเป็นสภากาแฟที่มีอาเจ็กอาม่ามานั่งแหกปากโฉ่งฉ่างโช้งเช้งกันเรื่องการเมือง และจบลงที่การทะเลาะเบาะแว้งและความแตกแยก 
 
    ถึงเวลาแล้วหรือเปล่าที่ วงสนทนาการมือง ควรจะมีเหตุผลมากกว่าอารมณ์ 
 
    ถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่พวกเรา ควรจะใช้เหตุผลในการตัดสินถูกผิด ไม่ใช่การเข้าข้าง 
 
   และถึงเวลาแล้วหรือเปล่า ที่พวกเรา จะเลิกด่าคนที่เห็นต่างจากเราว่า "ควาย" ด่าว่าเขาโง่ เพียงเพราะว่าเขา "เห็นต่าง" หากเพียงแค่การเห็นต่างกันทำให้เขาเป็นควาย หากการวิจารณ์สิ่งที่ท่านชมชอบและไม่ได้เห็นด้วยกับท่านทำให้คนๆนั้นเป็นคนโง่  ก็อย่าบอกว่าสังคมไทยเป็นสังคมแห่งเสรีภาพ อย่าบอกว่าสังคมไทยต้องการเสรีภาพในการแสดงความเห็น เพราะมันไม่มีจริง เพราะคนที่จำกัดเสรีภาพนั้นไม่ใช่กฎหมาย หากแต่เป็นตัวเราเอง 
        "ควายแดง ควายสลิ่ม ควายเหลือง เหลืองโง่ แดงงี่เง่า" ประโยคเหล่านี้ควรจะหมดไปจากสังคมไทยได้หรือยัง? หรือต้องให้มีการสูญเสียไปมากกว่านี้ เราถึงจะสำนึกได้ 
 
      ฟ้ารุ่ง ศรีขาว กล่าววรรคทองออกมาหนึ่งวรรคว่า "คุณรู้ได้อย่างไรว่าเขา "โง่" เพราะคำว่า "โง่" เป็นคำที่ใช้ความฉลาดน้อยที่สุดพูดมันออกมา"
 
      ให้ความแตกแยกจบลงในสภา มันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาหลอกหลอนเราในโลกแห่งความเป็นจริง 
 
๑ จะทะเลาะ เพราะสี จนตัดญาติ 
จะยอมขาด มิตรสหาย ที่ฝักใฝ่
แค่เพียงเพราะ มองต่าง กันหรือไร? 
ถ้าเช่นนั้น การเมืองไซร้ อย่าพูดกัน 
credit ศาสดา
 
 
      หนังสือการ์ตูน(comics) เป็นหนังสือที่เด็กแทบทุกคนชอบ เพราะสิ่งที่บรรจุอยู่ในนั้นคือจินตนาการของคนผู้หนึ่งที่บรรยายออกมาผ่านรูปภาพและตัวอักษร สื่อความหมายด้วยลายเส้นที่มีรูปแบบที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะหนังสือการ์ตูนของประเทศใด ล้วนแต่เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆทั้งสิ้น 
 
    "เพราะเด็กมีจินตนาการ จึงทำให้การ์ตูนสนุก เพราะการ์ตูน ไม่ได้รับรู้หรือลิ้มรสความสนุกได้ด้วยเหตุผล แต่หากเป็นเพราะ จินตนาการ" 
 
    ที่่บ้านของกระผมเอง เป็นห้องสมุดย่อยๆได้อย่างดี ในบ้านเต็มไปด้วยหนังสือ บุคคลที่แนะนำโลกของตัวอักษรให้ผมได้รู้จักคือ "เตีย" หรือ "พ่อ" ของกระผมเอง เตียไม่เคยปิดกั้นว่าเป็นหนังสือใด ขอให้เปิดเข้าไปมีตัวอักษรที่พิมพ์ด้วยหมึกจรดไว้เป็นใช้ได้ 
    ผมรู้จัก สามเกลอ พล นิกร กิมหงวน ของท่าน ป.อินทรปาลิต เพราะเตี่ย รู้จัก ฤทธิ์มีดสั้น มังกรหยก ลูกมังกรหยก ดาบมังกรหยก กระบี่นิลกาฬ แด่คุณครูด้วยคมแฝก หักลิ้นช้าง แม่ลาวเลือด และอื่นๆอีกมากมายที่อัดเอาไว้จนเต็มตู้หนังสือจนกระจายรอบบ้านก็เพราะเตีย 
    แต่ผมรู้จัก "นูเบ มืออสูรล่าปีศาจ" ด้วยตัวเอง เมื่อตอน ประถมสอง จากนั้นรู้จัก "เกมส์กลคนอัจฉริยะ" และอื่นๆอีกมากมาย ด้วยตนเอง 
 
       โลกแห่งตัวอักษร ไม่เคยจากไปเลยนับแต่บัดนั้น หากแต่อรรถรสที่ได้มากลับต่างออกไป 
 
    ตัวผมเองก็จำได้เลือนรางแล้วถึงความรู้สึกของตัวเองที่เปิด มืออสูรล่าปีศาจเล่มที่หนึ่ง เป็นครั้งแรก แต่สิ่งที่จำได้อย่างชัดแจ้งคือ มันมีความสุข ใช่ครับ ผมมีความสุขกับการเห็นผู้ชายคนนึงมีมือข้างซ้ายเป็นอสูร และหลังจากนั้นผมก็มีความสุขกับการได้เห็นคนสองคนยืนเล่นไพ่กัน อีกประมาณห้าปีต่อมา ผมมีความสุขกับการเห็นเด็กตัวกะเปี๊ยกคนนึง ใช้วิชานินจาสู้กับคนอื่น 
 
     ตอนนั้นมันช่างสนุกเหลือเกิน ความสนุกของผมได้สะดุดหยุดลง เมื่อแม่ยื่นคำขาด "ห้ามอ่านการ์ตูน มันไร้สาระ" ผมจำได้ว่าเคยแอบเช่าการ์ตูนแล้วแม่จับได้ โดนตีตั้งสามที ยังจำได้ว่า การ์ตูนเรื่องนั้นคือ โคนัน เล่ม ห้า และ หก แต่หลังจากนั้นมา ผมก็ยังแอบซื้อการ์ตูน จนแม่ไม่รู้ว่าด้วยความเบื่อหน่ายหรืออย่างไร ก็เลิกบ่นและห้ามไปในที่สุด 
 
    สาระ ของการ์ตูน คืออะไร ตอนนั้นที่ผู้ใหญ่หลายคนพยายามป้อนใส่หูผมเหลือเกิน ว่า "มันไร้สาระๆๆๆ" 
 
    ความคิดของผมนั้นถูกเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อตอน ม.3 ผมเรียนพิเศษที่ Enceoncept ที่ งามวงศ์วาน เด็กชายหน้าตาเนิร์ดๆคนหนึ่งเดินออกมาพร้อมหนังสือการ์ตูนนารุโตะเล่ม 20 เด็กชายคนนั้นเดินไปหาผู้หญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่ข้างผม 
 
      "ทำไมลูกเอาแต่อ่านหนังสือไร้สาระ หนังสือเรียนทำไมไม่อ่าน" ผมคงไม่คิดอะไรและปล่อยให้มันผ่านไป หากคำพูดที่หญิงวัยกลางคนผู้นั้นได้กล่าวออกมานั้นมีส่วนแตกต่างจากประโยคที่แม่ผมพูดกรอกหูผมในสมัยเด็ก ทว่า มันไม่ต่าง 
 
      มัธยมห้า ผมตัดสินใจใช้ชีวิตนักเรียนแลกเปลี่ยนที่แคนาดา เพื่อนคนอื่นบ่นว่า อากาศหนาว อาหารกินยาก และปัญหามากมายอื่นๆที่ดูจะเป็นอุปสรรคเหลือเกินสำหรับ นักเรียนไทย ที่กินแต่ข้าว อยู่ในเมืองร้อน และใช้ภาษาไทยอย่างพวกเรา แต่เรื่องพวกนั้น ไม่เคยเกิดกับผม พูดง่ายๆคือ "ผมแม่งไม่มีปัญหาอะไรเลย" หนำซ้ำยังสนุปสนานกับชีวิตที่อยู่ในเมืองหนาว อาหารทุกอย่างต้องมีชีส และภาษาอังกฤษที่เหมือนไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต 
      ความบัดซบของหนึ่งปีในแคนาดาของผมมีเพียงสองอย่าง คือ รัฐที่ผมไปอยู่คือ ควิเบค เป็นที่รู้กันดีว่า ภาษากลางทางราชการของรัฐนี้คือ ภาษาฝรั่งเศส แม้ผมจะโชคดีได้เมืองที่ที่ติดกับ ออตตาว่าซึ่งผู้คนพูดภาษาอังกฤษ แต่กระนั้นเลย ผมก็ยังถูกบังคับให้เรียนภาษาฝรั่งเศสในโรงเรียน 
      ความบัดซบอย่างที่สองคือ "การ์ตูนแม่งหาอ่านยากมาก" เล่มละ 10 เหรียญหากผมจำไม่ผิด นั่นหมายความว่าผมต้องซื้อการ์ตูนเล่มละ สามร้อยบาท (ผมซื้อไป สิบเล่ม เพราะความทนไม่ไหว) หนำซ้ำ ห้องสมุดที่มีการ์ตูนญี่ปุ่นให้อ่านฟรี แม่งเสือกเป็นภาษาฝรั่งเศสซะฉิบ 
 
      หนึ่งปีที่ต่างแดน โลกของผมกับแฟนตาซีถูกตัดขาด จนผมกลับมา เอนท์ทร๊านซ์ ซึ่งอย่าให้พูดถึงการ์ตูนเลย กระทั่งทีวียังไม่ได้แตะ 
       จวบจนวันนี้ นักศึกษากฎหมายชั้นปีที่สอง ผมกลับบ้าน เปิดการ์ตูนเล่มเดิมๆที่เคยอ่าน และมองลงไปในหน้งสือเล่มเดิมที่เคยเจอ พยายามอ่านสาระที่มีอยู่ในหนังสือ พยายามเค้น ค้น และท้ายที่สุด ผมก็เจอ 
 
       " การ์ตูนเป็นหนังสือที่ไม่มีสาระจริงๆ" ทำไมนะเหรอ? "เพราะมันไม่สมควรจะมีสาระ" และผมก็ได้รู้ว่า คนที่เปิดการ์ตูนอ่าน เขาไม่ได้ต้องการสาระ เขาต้องการที่ๆผู้อ่านนั้นสามารถจินตนาการได้ ที่ๆจินตนาการมีความหมาย เป็นที่เล็กๆในโลกใบใหญ่ที่ "ทุกอย่าง ต้องมีสาระ" ที่ๆ จินตนาการของคนหนึ่งคน ถูกเติมเต็ม 
 
       บางทีก็น่าเสียดาย ที่ "จินตนาการ" ไม่เหลือที่ให้ยืนบนโลกใบนี้อีกต่อไป 
 
  พอเขียนมาถึงตรงนีก็คิดได้ว่า บางที สาระของการ์ตูนทุกเล่มคือ  จินตนาการนี่เอง 
 
     เพราะฉะนั้น อย่าด่าลูกว่าไม่มีจินตนาการ หากยังไม่ยอมให้ลูก "อ่านการ์ตูน" 

SEVEN is โชห่วย

posted on 26 May 2011 15:39 by tofubear
 
 
           วันนี้ผมไป ที่อำเภอสามง่ามท่าโบสถ์ จังหวัดชัยนาทมา เนื่องด้วยเพราะแม่บอกว่าให้ไปเป็นเพื่อนในการทำธุระอย่างหนึ่ง นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมไปที่อำเภอแห่งนี้ สถานที่นี้เป็นสถานที่ที่ผูกพันกับความทรงจำของผมอย่างยาวนาน อำเภอเล็กๆที่อยู่ติดแม่น้ำท่าจีน และเป็นชุมชนคนจีนนี้ เป็นสถานที่ที่อากงและอาม่าอาศัยอยู่ในยามท่านยังมีชีวิต กระทั่งแพริมน้ำที่เป็นสถานที่พักอาศัยของทั้งสองท่านก็ยังคงอยู่ที่เดิมตรงนั้นมากว่าสิบปี แม้อาม่าจะเสียไปได้ห้าปีแล้วก็ตาม
 
 ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เหมือนกับที่ผมจำได้ 
 
ตรงฝากหัวถนนจะเป็นร้ายขายขนมร้านเดียวในแถบนี้ คนขายเป็นคุณยายวัยน่าจะหกสิบกว่าที่ป๊าบอกว่าให้ผมเรียกเขาว่า "อาอี๊ม่วย"  ไม่เพียงอี๊ม่วยเท่านั้นที่ผมต้องเรียกให้เหมือนญาติทั้งๆที่เป็นญาติกันหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ยังมีตั้งแต่คนขายก๋วยเตี๋ยวที่อร่อยที่สุดที่เคยกินมาที่ป๊าบอกว่าให้เรียกว่า "โกเต้า" ยันเพื่อนบ้านที่ผมไม่รู้ว่าเขาทำอาชีพอะไรทุกคนผมต้องเรียกเหมือนญาติสนิททั้งสิ้น 
 
ผมเรียกพวกเขาเหล่านี้ ดุจดั่งญาติสนิทเสมอมา
 
    ป๊าจะชอบมาที่นี่ เพราะว่าอาโกของผมหรือป้าของผมนั้นก็ทำมาหากินเปิดร้านขายยาอยู่ที่นี่ และเหมือนจะเป็นร้านขายยาร้านเดียวในละแวกนั้น ผมจำไม่ได้ว่าผมมาที่นี่ครั้งแรกตอนอายุเท่าไหร่ แต่ทุกงานสำคัญเช่น ไหว้เจ้า สารทจีน จะต้องจัดที่นี่ ผมถึงได้ไปที่นั่นเป็นประจำ และเหมือนผมจะเล่นน้ำคลองครั้งแรกที่นี่ด้วย สถานที่แห่งนี้มีความทรงจำมากมาย และยังดีที่มันยังไม่หายไปไหน จะด้วยบุญกรรมหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เจ้าของตลาดไม่ยินยอมซ่อมแซมตลาดสามง่ามให้ดีขึ้นกว่าเดิม ไอ้ครั้นผู้อยู่อาศัยก็ไม่กล้าลงมือปะซ่อมกันเองด้วยความที่ว่าเป็นที่เช่า จะทำอะไรก็ไม่กล้า เลยยังคงปล่อยให้สภาพตลาดเหมือนเดิมอยู่อย่างนั้นมากว่าสิบปี 
 
 กรรมของพวกเขา แต่บุญนะของผม
 
    ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทำให้สถานที่แห่งนี้ยังคงเป็นเหมือนเดิมแทบทุกประการ ห้องแถวไม้ที่เป็นสักขีพยานวัยเด็กของผมยังคงอยู่ที่เดิมและได้บ่งบอกความทนทานและอายุการใช้งานของมันผ่านสภาพเนื้อไม้และสีที่ซีดจาง ถนนหนทางยังคงเป็นเหมือนเดิม สะพาน น้ำ มีเพียงสิ่งเดียวที่ผ่านไปคือ อาม่าที่รักของผมไม่ได้อยู่ที่นั่นอีกต่อไปแล้ว และแพที่เป็นไม้นั้น ตอนนี้ถูกปรับปรุงขึ้นด้วยเหตุผลที่ว่า "ไม่ซ่อมก็พัง" ของเตี่ย
 
     นอกจากห้องแถวต่างๆที่เป็นสักขีพยานวัยเด็กของผมแล้ว ยังมี "ร้านเจ๊ม่วย"ของชาวบ้าน หรือ "ร้านอี๊ม่วย" ของผม ที่ยังคงเป็นสักขีพยานวัยเด็กของผมจวบจนปัจจุบัน อ้อ และที่สำคัญ ร้านนี้ยังเป็นสักขีพยานวัยเด็กของเตี่ยของผมด้วย 
     ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด จะบรรยายให้เห็นภาพหน่อยคือเด็กบ้านนอก ผมเคยถูกเพื่อนที่เรียนพิเศษในกรุงเทพถามว่าบ้านนอกขนาดไหน ผมเคยบอกกับเพื่อนที่เป็นคนกรุงเทพในสมัยมัธยมต้นที่เดอะเบรนว่า "ก็บ้านนอกพอที่เซเว่นไม่กล้าเข้าไปเปิดอะ เปิดก็เจ๊งอะ"
      เพราะว่าไม่มีเซเว่น ผมก็เลยโตมากับ ร้านโชห่วย 
 
       ในชีวิตของผมมีร้านโชห่วยที่สำคัญอยู่สองร้านคือ ร้านเปีย กับ ร้านอี๊ม่วย 
 
      ร้านเปีย คือร้านขายขนมเพียงไม่กี่แห่งในตำบลที่ผมอาศัยอยู่ในสมัยที่ผมเป็นเด็ก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางฮวงจุ้ยหรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่า มินิมาร์ทกี่แห่งจะขึ้น ก็ขายสู้ร้านเปียไม่ได้ ชื่อร้านมาจากคนขายคือป้าเปีย ผมจำได้ว่าในวัยเด็กผมหมดเงินไปกับร้านนี้ในการซื้อขนม โดริโทส เพื่อเอาเหรียญโปเกม่อน หลายตังค์อยู่ จนตอนหลังป้าเปียเจ้าของร้านก็เซ้งร้านให้กับผู้หยิงคนนึง ผู้หญิงคนนั้นก็ทำกิจการต่อจากร้านเปียแต่หลังจากนั้นก็ขายต่อเป็นร้านกีตาร์เครื่องเสียง เครื่องดนตรี อะไรมั่วไปหมด 
 
      ส่วนร้านอี๊ม่วยนั้น เป็นร้านที่เจ้าของร้านหรืออาอี๊ม่วยนี้เป็นคนเฒ่าคนแก่ในตำบลที่ป๊าผมรู้จักดี เพราะป๊าอาศัยอยู่ที่ตลาดสามง่ามมาตั้งแต่เด็ก อี๊ม่วยเหมือนจะเป็นคนแถวนั้นสมัยตลาดยังไม่มีกระทั่งถนน และก็เพราะเหตุผลนี้เองกระมัง ในสมัยเด็กเวลาผมขอเงินป๊าไปซื้อขนมร้านอี้ม่วย ป๊าไม่เคยอิดเอื้อน และมักจะให้มากกว่าไปซื้อขนมที่อื่น และผมก็ชอบซื้อขนมที่ร้านนี้ เพราะอี้ม่วยใจดี และที่สำคัญมักจะชอบแถมโน่นแถมนี่ให้ผมอีกด้วย 
ผมซื้อของทุกอย่างในร้านของอี้ม่วย ตั้งแต่ขนม ยันบุหรี่ให้ป๊า และในความทรงจำของผม โอวัลตินที่อี้ม่วยชงก็อร่อยไม่แพ้โอวัลตินของอาม่า(ฝ่ายแม่)ผมชง ผมเรียกร้านอี้ม่วยว่าร้านขนมมาตลอด จนพอโตมารู้ว่าร้านแบบนี้เขาเรียกกันว่า "โชห่วย" 
 
      โชห่วย เป็นคำที่มาจากภาษาจีนฮกเกี้ยน สำหรับเรียกร้านขายของชำ สะดวกซื้อ สารพัดสิ่ง ที่มักมีลักษณะอยู่ในตึกแถวหนึ่งห้อง โดยมากเป็นกิจการเล็กๆ กิจการในครัวเรือน สร้างรายรับเล็กๆ น้อยๆ ใช้ในชีวิตประจำวัน ปัจจุบัน ลดน้อยลงไปมาก เพราะความที่เป็นกิจการเล็กๆ ในครัวเรือน จึงอาจจะมีสภาพเก่า เชย ไม่แตกต่างจากร้านสมัยโบราณ และมีคู่แข่งที่เป็นร้านสะดวกซื้อ ติดแอร์ เปิดตลอดวัน มาแข่งขัน (wikipedia) 
 
      น่าเสียดายนะครับ ทุกวันนี้เด็กในสมัยนี้จะโตมากับ เซเว่น อีเลเว่น มากกว่าร้านเปียและร้านอี้ม่วย เสียงต้อนรับ "เซเว่นสวัสดีค่ะ" และ "รับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มไหมค่ะ" ที่ผมได้ยินนั้น สำหรับผม มันไม่เสนาะหูเท่ากับ "เอาไรละพร้อม?" และ "เอานี่ไปกินเปล่า?"  แอร์เย็นๆกับพนักงานหน้าตาสะสวยในเครื่องแบบ ไม่สวยงามเท่ากับอาอี้คนนึงที่เดินไปเดินมาและทักทายผมด้วยรอยยิ้มที่มาจากหัวใจ บรรยากาศในร้านและของที่แขวนอยู่ตามขื่อคา ยังไม่รวมขนมบางถุงที่หยิบมาก็ฝุ่นเกาะนั้น โดยรวมแล้วร้านโชห่วยก็ไม่มีทางไหนเทียบเท่ากับคุณภาพของร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่น อีเลฟเว่นได้ หากแต่ร้านโชห่วยนี้มีสิ่งหนึ่งที่เซเว่นอีเลเว่นไม่มีและผมไม่คิดว่าร้านสะดวกซื้อที่ไหนจะมีได้ นั่นคือ "หัวใจ" 
 
      อี้ม่วยขายของตรงนั้นมาเป็นสิบปี โดยเวลาสิบปีดังกล่าวนี้ไม่จำเป็นต้องหาหลักฐาน เพราะผมอยู่พิสูจน์ความเก่าแก่ยาวนานของร้านด้วยตัวเอง ดีไม่ดีร้านนี้จะมากกว่าสิบปีเสียอีก เพราะในภาพความทรงจำของผมกับร้านอี้ม่วยนี้ ไม่เคยมีตอนไหนเลยที่รู้สึกว่าร้านอี้ม่วยใหม่ ภาพความทรงจำของร้านตรงหัวมุมถนน ที่เก่า และบรรยากาศอึมทึม และคนขายของซึ่งเป็นคนจีนวัยชราท่านนึง ที่รอยยิ้มมีเสมอให้กับลูกค้า อี้ม่วยคนนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมตลาดอย่างกลมกลืน เป็นชาวตลาดคนหนึ่ง เหมือนกับอีกหลายสิบครอบครัวที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น 
 
       ย้อนกลับมา ผมขอถามว่า เซเว่น จะสามารถกลมกลืนกับสังคมได้ถึงเพียงนั้น? สามารถกลมกลืนกับวิถีชีวิตของสังคมได้จริงหรือ? 
 
คำว่า"เซเว่นสวัสดีค่ะ" ของพนักงาน สามารถสื่อถึงความตั้งใจบริการได้จริงหรือ?
 
"รับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มไหมค่ะ?" ที่ถามออกมา เขาแคร์เราจริงหรือว่าเราหิว?
 
พนักงานที่หน้าเคาเตอร์ที่ยืนกันให้สลอน และยิ้มแย้มกับลูกค้า นั้น รอยยิ้มนั้นเป็นของจริงที่ออกมาจากหัวใจหรือ?
 
    ลองนึกย้อนไปว่า ชีวิตของท่านนั้นผ่านเซเว่นมากี่ร้าน พนักงานมากี่ร้อย ยังไม่รวมถึงสเลอร์ปี้กี่แก้วที่ท่านบรรจุลงกระเพาะอาหารไป กี่มื้อของชีวิตที่ต้องฝากไว้กับเซเว่น คำตอบของพวกคุณคงเป็นเลขสิบ บางคนอาจถึงร้อยร้าน 
     ในร้อยร้านนั้น มีร้านไหนบ้าง ที่ท่านคิดว่า เขาบริการออกมาจากหัวใจ? 
 
      ผมไม่ได้บอกว่าเซเว่นไม่ดี แน่นอน เซเว่นดี เซเว่นดีกว่าโชห่วยเสียอีก ท่านทั้งหลายคงไม่สามารถหาของกินแบบที่ท่านสามารถหาในเซเว่นได้เหมือนโชห่วย แต่โชห่วยก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่พวกเราลืมเลือนไปแล้ว 
       หลายสิ่งหลายอย่างที่พวกเราปล่อยให้มันสูญหายไปตามกาลเวลา อย่างน้อยๆสิ่งๆนี้ก็อย่าปล่อยให้มันสูญหายไปเพราะสิ่งที่เรียกว่า "เซเว่นอีเลฟเว่น" เลยนะครับ