เหตุผล

posted on 09 May 2011 13:30 by tofubear
 
มนุษย์เราเป็นคนที่มีเหตุผล เพราะเหตุผลเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของมนุษย์เราไม่ว่าจะเป็นการทำงานในเรื่องใดๆของชีวิตก็ตาม คนทุกคนใช้ตรรกะที่เรียกว่าเหตุผลเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ และเราเชื่อว่า หากเราทำตามหลักของเหตุผล การตัดสินใจนั้น จะนำสิ่งดีๆในชีวิตมาให้ ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จในหน้าที่การงาน ชีวิตส่วนตัว หรือเรื่องอื่นๆ และความสำเร็จนั้น หมายถึงความสุขในชีวิตของคนเรา
 
มื่อไม่นานมานี้ ผมเปิด Facebook ของตัวเอง แล้วเริ่มดูรูปเก่าๆ ในอัลบั้มของผมนั้น มีตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่แคนาดา เป็นนักเรียนชั้น ม.6 สอบตรงติดคณะนิติ ธรรมศาสตร์ เข้าเรียนวันแรกๆ จนไปถึงการทำกิจกรรมต่างๆที่ต่างประเทศ ทุกอย่างถูกบรรจุไว้ใน Facebook ของผม เป็นอัลบั้มรูปออนไลน์ที่เก็บรูปทั้งหมดของผมเอาไว้ 
หลังจากดูไปได้ซักพัก ผมเปิดตู้เก็บของของตัวเอง ค้นอัลบั้มรูปภาพออกมา ข้างในเป็นรูปตั้งแต่สมัยผมยังอยู่ประถมตอนปลาย มัธยมต้น จนไปถึง ม.4 รูปถ่ายที่ถูกล้างออกมาเป็นรูปภาพหมดลงแค่นั้น เพราะเมื่อผมเริ่มใช้ชีวิต ม.5ในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยน ผมเริ่มเปิด Facebook และเริ่มบันทึกภาพต่างๆที่ถูกบันทึกลงในนั้นทันที 
ผมรับรู้สองอย่างจากการดูภาพถ่ายในวันเก่าๆของผมจนถึงปัจจุบัน  อย่างแรกคือ ความมหัศจรรย์ของภาพถ่ายที่เก็บส่วนเสี้ยวของความรู้สึกไว้ได้อย่างไม่ตกหล่น และสามารถเก็บบรรยากาศและความทรงจำไว้ได้อย่างละเอียดละออ 
อย่างที่สองคือ รอยยิ้มของผมเริ่มหายไป ตามระยะเวลาที่ผมโตขึ้น รอยยิ้มในภาพถ่ายเริ่มหายไปทีละน้อย 
รูปภาพในสมัยที่ผมยังเด็กนั้น ผมยิ้ม แทบจะทุกรูปถ่าย ไม่ว่ารูปนั้นจะเป็นเช่นไร รอยยิ้มมีปรากฏให้เห็นเสมอในทุกรูป เมื่อผมโตขึ้น มันเริ่มหายไป สิ่งที่น่าตกใจกว่านั้น ในรูปภาพอัลบั้มสุดท้ายของผมคืออัลบั้มที่สิงคโปร์ในงานประชุมของสมาพันธ์นักเรียนนักศึกษากฏหมาย รูปที่ถ่ายออกมานั้น รอยยิ้มของผมในภาพแทบกล่าวได้ว่าเลือนราง 
ผมถามตัวเองว่า "ทำไม?"

 เพราะผมเรียนนิติที่มันเครียดเหรอ?
 
เพราะผมโตขึ้นเหรอ?
 
เพราะผมเริ่มจริงจังกับชีวิตมากขึ้นเหรอ?
 
ทั้งหมดกลับไม่ใช่ 
 
เหลือเพียงเหตุผลเดียว  ผมเริ่มใช้เหตุผลมากขึ้นในการตัดสินใจทุกๆอย่าง ทุกๆเหตุการณ์ จนทำให้รอยยิ้มที่เคยมี รอยยิ้มที่เคยมีที่ออกมาจากหัวใจมันเริ่มหายไปทีละน้อย ทีละน้อย 
 
บ้านของผมมีเด็กทั้งหมดสามคน คือ พี่สาว ผม และน้องชาย ทั้งสามคนถูกเตี่ยฝึกเหมือนกันหมดคือ ชอบอ่านหนังสือ และเหมือนเตี่ยก็จะสนับสนุนให้พวกเราอ่านหนังสือมากกว่าทำอย่างอื่น หลักฐานคือกองหนังสือที่กองทั่วบ้านและคอนโดที่เหมือนจะไม่มีทางเก็บให้เรียบร้อยได้ 
กว่าสิบปีที่เราสามคนซื้อหนังสือด้วยกัน ไปร้านหนังสือด้วยกัน แม้กระทั่งเตี่ยของผมเองก็ชอบหนังสือเช่นกัน ครั้งสุดท้ายที่เราสามคนไปงานหนังสือนั้น ก็เหมือนเช่นทุกครั้ง ที่บ้านผมหมดเงินไปเกือบหมื่นในค่าหนังสือของเราสามคน 
ในระหว่างที่ผมกำลังคิดเรื่องรอยยิ้มและลงสรุปมาที่เหตุผลเป็นตัวการนั้น ผมหันกลับไปมองกองหนังสือที่พวกเราสามคนได้มาจากงานสัปดาห์หนังสือ 
 
กองของน้องชายมีแต่การ์ตูนมีความรู้ นิยายไซไฟแฟนตาซีอีกสองเล่ม 
กองของพี่สาว มีนิยายต่างๆแนวลึกลับ ปริศนา เป็นสิบเล่ม 
กองของผม มีหนังสือกฏหมายร่วมสิบเล่ม หนังสือนิยายภาษาอังกฤษอีกสองสามเล่ม 
 
กองหนังสือพวกนี้ หากว่าไม่ได้พิจารณาในระหว่างที่กำลังเพ้อเจ้อ ก็คงไม่มีอะไรน่าแปลก เด็กก็อ่านการ์ตูน นักศึกษาก็ซื้อหนังสือเรียน คนทำงานก็ซื้อหนังสืออ่านชิวๆ เพราะไม่ต้องเรียนแล้ว แต่ ผมเห็นมากกว่านั้น ผมเห็นการเติบโตของคนเรา ที่ความรู้สึก หรือจินตนาการเริ่มหดหายไปเรื่อยๆ 
 
บางทีการที่คนเราโตขึ้น เหตุผลก็มากขึ้นเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น จนบางครั้งไม่เหลือที่ให้กับความไร้เดียงสาอันไม่มีเหตุผลของเรา 
จนบางครั้งเราถูกสังคมเหตุผลกำหนดว่าเราเป็นใคร จนลืมไปว่าแท้ที่จริงแล้วเราคือใคร 
 
ลืมทุกอย่างทั้งรอยยิ้ม ตัวตน แม้กระทั่งความฝันของตัวเราเอง
 
ในขณะที่ผมกำลังเรียนชั้น ป.4 ที่โรงเรียนประจำอำเภอแห่งหนึ่ง คุณครูของผมให้นักเรียนในชั้นเขียนเรื่อง "ความฝันของฉัน" คำอธิบายหัวข้อก็ง่ายๆครับ คือ โตขึ้นอยากเป็นอะไร?
ของผมเองในตอนนั้นคือ "หมอ" เพราะต้องการช่วยเหลือคน ผมคิดแค่นั้นจริงๆ ไม่ใช่ว่าผมเป็นเทวดาผู้ใจบุญมาจากไหนหรอกนะครับ แค่ผมอ่านหนังสือการ์ตูนชีวประวัติของ อัลเบิร์ต ชไวท์เซอร์ ก็แค่นั้นเอง 
เพื่อนหลายๆคนของผมต่างมีความฝันที่ต่างกัน บางคนเป็นจิตรกร บางคนเป็น นักวิทยาศาสตร์ บางคนเป็นนักเขียน บางคนไปจนถึงดาราก็มี 
พอเวลาที่พวกเราทั้งหมดต้องมานั่งเลือกสาขาวิชาที่เราจะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย เหมือนกับว่าพวกเราทั้งหมดได้ลืมความฝันครั้งวัยเยาว์ไปเสียหมดสิ้น 
"เรียนไรจบแล้วมีงานทำวะพร้อม?" 
"สองคณะนี้อันไหนจบมาแล้วเงินดีกว่ากันอ่ะ" 
"จบไปทำไรอะ"  
และคำถามอื่นๆอีกมากมาย 
 
พวกเรา ลืมเลือนความฝัน ลืมเลือนตัวตนของตัวเองแม้กระทั่งผมที่กำลังเขียนเรื่องนี้ ก็เบี่ยงเบนออกจากทางของความฝันตัวเองจากหมอคนมาเป็นหมอความ
สังคมไทยตอนนี้ แทบไม่มีที่ว่างให้กับ "ความฝัน" ทุกคนใช้เหตุผล ใช้ตรรกะ ความสำเร็จ อนาคต มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตจนลืมตัวตนของตนเอง ลืมเลือนความฝันหรือในบางครั้งกระทั่งศีลธรรม 
 
วันนี้ทุกคนที่กำลังอ่าน บทความนี้ กำลังทำอะไร ลองถามตัวเองซักครั้งเป็นไรว่า ทางที่เราเดินอยู่นี้ ใช่ทางที่พวกเราต้องการเดินหรือไม่? เรากำลังเดินตามสิ่งที่เราฝันในสมัยเด็ก ในสมัยที่พวกเราไม่รู้จักคำว่า "รวย/จน" ไม่รู้จักเหตุผล ไม่รู้จักอำนาจของเงินหรือไม่? 
 
หรือพวกเราได้หลงลืมตนเอง จนกลายเป็นจักรกลชีวภาพที่ไร้จิตวิญญาณกันไปหมดแล้ว? 
 
 
 
 
  Has your life killed the dream you dreamed? 
 
 




Comment

Comment:

Tweet

Great post really interesting writing style.

#13 By buy articles (119.155.61.240) on 2011-05-19 16:22

เศร้าได้จิต ได้ใจอีกแล้ววว T^T

#12 By Aom Amp' on 2011-05-13 01:37

ใช้แต่ความรู้สึกมันอยู่ได้แต่โลกแห่งความฝัน

ใช้แต่เหตุผลก็อยู่ได้เพียงตัวคนเดียว


แต่ถ้าอยากอยู่ในโลกแห่งนี้ มันต้องใช้เหตุผลเป็นหลัก แล้ว เอาความรู้สึกคอยปรุงแต่ง


จงทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ เพราะหลุยส์เชื่อว่าทุกคนมีเหตุผลเพียงพอในการทำสิ่งนั้น


คำพูดนึงที่หลุยส์ชอบมากคือ "ถ้าเราตัดสินใจโดยไม่ใช่การหนี เราจะไม่โน้มเอียงไปในทิศทางอื่น"big smile

#11 By RainDrop (58.9.250.217) on 2011-05-11 21:34

กุชอบนะ :) กุอ่านแล้วได้ความคิดดี 555 บางทีมึงอาจจะโตไว
กว่ากุ กุเลยยังมองแบบมึงไม่ได้ ทั้งที่อันที่จิงกุก็ควรจะทำ

#10 By Fafaii (115.67.132.26) on 2011-05-11 00:46

Hot! Hot! Hot!
ฮือออ ร้องไห้ T T

#9 By iipednoy on 2011-05-10 19:42

เขียนได้ดีมากเลยพร้อม เราชอบมากอ่า พออ่านแล้วมันได้คิดอะไรหลายๆอย่างนะ
แต่คำตอบหนึ่งสำหรับตัวเราคือ เราไม่ได้ละทิ้งความฝันของเรา เพียงแต่เรารอเวลาที่เหมาะสมที่เราจะได้ทำตามฝันมากกว่าอ่า เพราะตอนนี้ถ้าเราเดินตามความฝันของเราไปเลย เราอาจทำลายความฝันหรือความหวังของคนอื่น ในตอนนี้ก็คือ พ่อและแม่ของเรา ซึ่งเรายังไม่อยากทำอย่างนั้น เพราะนอกจากนั่นจะทำลายความฝันของพวกท่านแล้ว ยังทำลายเศษเสี้ยวของความฝันเราที่อยากให้ท่านภูมิใจและมีความสุขด้วย ตอนนี้เราแค่บ่มเพาะความฝันให้มันสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้และเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางสู่ฝันในวันข้างหน้าไปก่อน เหมือนดักแด้ที่รอวันเปิดออกมาเป็นผีเสื้อ^^ แล้ววันหนึ่งที่เราได้ออกเดินทางจริงๆ วันนั้นเราจะได้ก้าวออกไปอยากมั่นใจและมั่นคง แต่ท้ายที่สุดถ้ามันจะไปไม่ถึง อย่างน้อยก็ขอให้ได้เริ่มเดินทางละกัน >.<

#8 By Minsk (101.108.99.45) on 2011-05-10 01:31

เจ๋งว่ะ กุรุตัวตลอดเลยว่า กุมีเหตุผลมากขึ้น แต่บางทีเหตุผลมันน่ารำคาน เพราะเหตุผลนี้มันไม่เข้ากับเหตุผลนั้น แต่ความฝัน มันโยงได้กับทุกเรื่องยกเว้นความจริง ชีวิต!!

#7 By ลี่ (94.0.61.141) on 2011-05-10 01:16

อย่างแรกสุดต้องขอบอกว่างานเขียนของพร้อมชิ้นนี้สุดยอดเลยนะครับ :)) สื่อความเป็นจริงและความคิดของเราได้อย่างดีเยี่ยม พี่คิดว่างานเขียนชิ้นนี้มีพลังมาก เพราะพร้อมใส่สิ่งที่เรียกว่า "จิตวิญญาน" ลงไปในตัวงาน

ส่วนตัวพี่ เกี่ยวกับเนื้อหานะครับ พี่คิดว่าขอพูดสั้นๆละกันครับ พี่คิดว่าความฝันและความสนใจของคนเปลี่ยนไปตามกาลเวลาครับ เพราะ ณ แต่ละ จุดของชีวิต คนเราอาจมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญก็คือ เรามีความสุขอยู่กับปัจจุบันของเราหรือไม่ ถ้าคำตอบของเราคือ "มี" พี่ว่า ไม่ว่าอดีตจะเป็นเช่นไร...คงไม่สำคัญอีกแล้ว แต่ถ้าคำตอบของเราคือ "ไม่" พี่ว่า..คงถึงเวลาย้อนถามตัวเองแล้วหล่ะ ว่า "เรากำลังทำอะไรอยู่?"

- คนเราชอบวิ่งหาความสุข โดยไม่รู้ว่าแท้จริงความสุขอยู่ระหว่างทาง- :)) sad smile sad smile

#6 By pap s. on 2011-05-09 23:35

กด like ดังๆเลยพี่พร้อม ชอบบทความพี่มากอะ
สุดยอด!!

แต่ปูนน่าจะยังเหลือ "รอยยิ้ม" นะ
ปูนยังปัญญาอ่อนเล็กๆ
ยังดูพวกขบวนการอยู่เล้ย (อายจัง) 55
สู้ๆ เขียนบทความดีดีแต่แฝงด้วยคุณค่าแบบนี้ต่อไปเด้อ! big smile

#5 By PooN (110.77.168.224) on 2011-05-09 23:02

- -น้องฉาน แอบมาทามบล็อคตั้งแต่มะไรจ๊ะ !!

#4 By ~[P]ep[P]er[M]in[T]~ on 2011-05-09 22:24

Hot!
น้องชาย
สุดยอดๆ

#3 By parnjai on 2011-05-09 19:03

เป็นผู้ใหญ่ขึ้นความคิดอะไรๆ ก็เปลี่ยน มุมมอง มันไม่เหมือนเดิม อีกอย่างสมัยนี้ มันไม่ได้ล่าสัตว์หาผลไม้กินเหมือนมะก่อน จะหาของกินมันขึ้นอยู่กับสังคมด้วย แต่ไม่ใช่ว่าให้เห็นแก่เงินจนไม่สนใจอย่างอื่นเลย อย่าไปเอาเปรียบเค้า แล้วก็อย่าให้เคาเอาเปรียบได้ก็พอแล้ว พอดีๆๆกลางๆๆน่ะ น้องพร้อมมม

#2 By p"Fern the most beautiful girl in the world 55 (223.204.81.33) on 2011-05-09 18:30

welcome ในที่สุดก็เห็นเธอทำบล็อก big smile
ยังงัยก็พยายามเข้านะ Hot!

#1 By Opalyn's on 2011-05-09 18:20