ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือการ์ตูนชีวประวัติของบุคคลสำคัญท่านหนึ่ง ผมจำไม่ได้แล้วว่าของใคร
คลับคล้ายคลับคลาจะเป็นอัลเบิร์ต ชไวท์เซอร์ หมอผู้อุทิศตนต่อคนไข้จนได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
 
นช่วงชีวิตหนึ่งของหมอผู้นี้ ท่านได้รับแรงบันดาลใจจาก บุคคลสำคัญท่านหนึ่ง ในวรรคทองที่ว่า
 
"นักศึกษาเอ๋ยจงทำเพื่อปวงชน" 
 
ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล เกิดในตระกูลคหบดีผู้มั่งคั่งของนครฟลอเรนซ์ มารดาของเธอต่อต้านอย่างยิ่งเมื่อทราบว่า
ความฝันของลูกสาวคนเล็กอันน่ารักของเธอคือ "พยาบาล" มิหนำซ้ำยังปฏิเสธการขอแต่งงานของคหบดีผู้
มั่งคั่งท่านหนึ่งเพื่อความฝันนี้
ในสมัยนั้นที่การพยาบาลยังไม่ก้าวหน้า พยาบาลส่วนใหญ่ทำนิสัยเสเพล กินเหล้าไม่สนใจคนไข้
ทำให้อัตรการตายสูง และอาชีพพยาบาลในสมัยนั้นเป็นอาชีพสำหรับคนชั้นต่ำ
 
"มีเหตุผลอะไร ที่ทำให้ลูกสาวของคหบดีผู้หนึ่งของนครฟลอเรนซ์ ใฝ่ฝันอย่างยิ่งถึงการเป็นพยาบาล ?"
 
 21 ตุลาคม  1854 สงครามไครเมียประทุขึ้น หญิงสาวคนนี้ตอบตกลงโดยไม่ลังเล ที่จะเข้าแนวหน้า
เพื่อช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บ การดูแลเอาใจใส่ของเธอทำให้ทหารในค่ายทหารนั้นให้สมญากับเธอว่า 
 
"นางฟ้าแห่งไครเมีย"
 
หนังสือเกี่ยวกับบุคคลสำคัญเหล่านี้มีวางขายตามร้านหนังสือทั่วไปครับ ไม่ว่าจะเป็น ซ๊เอ็ดหรืออะไรก็ตามแต่ มีหลายเวอร์ชั่น ทั้งแบบหนังสือหรือหนังสือการ์ตูน หลายสำนักพิมพ์และมีฉบับเสียด้วยพวกเขาเหล่านี้แม้จะดำรงชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ต่างกัน แต่ล้วนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ 
 
"การทำเพื่อคนอื่น" 
 
ผมอ่านหนังสือทั้งสองเล่มนี้ ในชุดหนังสือบุคคลสำคัญของโลกตอนผม ป.5 และ ณ ช่วงเวลาที่ความไร้เดียงสาของผมอยู่ในช่วงสูงสุด วันนั้น ผมฝันว่าจะเป็น "หมอ" เพราะผมอยากเป็นเหมือนอัลเบิร์ต ชไวท์เซอร์
พอผมโตขึ้น สำนึกในในความงี่เง่าเต่าตุ่นของตัวเองในวิชาทางสายวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ดี และคิดว่าเรียนไป ก็ไม่ถึงหมอหรอก อย่ากระนั้นเลย จงไปช่วยเหลือคนด้วยการเป็นหมอความดีกว่า 
 
ครอบครัวผมเป็นหมอหลายคนครับ ไล่ตั้งแต่อาจารย์แพทย์ยันนักศึกษาแพทย์รวมถึงพยาบาลด้วยก็ปาเข้าไปเป็นสิบคน 
พวกเขาทั้งหลายเหล่านี้ มีเหตุผลแตกต่างกันไปในการที่พวกเขาเลือกศึกษาวิชาแพทย์ ซึ่งเรื่องนั้นก็เป็นเรื่องที่ผมไม่สามารถรับรู้ว่าเพราะเหตุใด เพราะแต่ละรุ่นแต่ละเจเนอเรชั่นก็แตกต่างกันไป
 
และพวกเขาก็ดำเนินแนวทางชีวิตของอาชีพแพทย์และพยาบาลแตกต่างกันไปด้วย
 
ในรุ่นนักเรียนของผมเอง มีเพื่อนประมาณหยิบมือหนึ่งที่ตามฝันตัวเองจนได้เป็นแพทย์ตามที่ตั้งการ และอีกหลายสิบคนตามฝันของตัวเองโดยการเป็นพยาบาล ทั้งพยาบาลตำรวจหรือที่ไหนก็แล้วแต่ ในหลายสิบคนนั้นที่ได้เป็นแพทย์นั้น ผมถามเหตุผลเกือบทุกคนว่าทำไมถึงเรียนแพทย์ เหตุผลของพวกเขาที่ตอบกลับมานั้น มีเพียงคนเดียวที่ตอบว่า 
 
"เราอยากช่วยคนบ้างง" 
 
คนที่ตอบผมคนนั้น ตอนนี้อยู่ปีสอง คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล โดยโครงการหมอ ODOD หรืออะไรซักอย่าง
 
คนรู้จักของผมคนหนึ่งทำงานเป็นพยาบาลที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งคนไข้ก็เรื่องมากพอสมควร เท่าที่เขาเล่าให้ฟัง เช่นว่า ตีสองกดออดเพื่อให้มาเจาะกล่องนมทั้งๆที่ตัวเองแขนขาก็ยังใช้ได้ และก็บ่นๆๆ ว่าคนไข้ไม่ดีแบบนั้น แบบนี้ 
 
แต่เขาก็ยังคงอยู่ที่โรงพยาบาลนี้ เพราะว่าเงินเดือนดีกว่าโรงพยาบาลรัฐมากมายนัก ชนิดที่เรียกว่าเทียบกันไม่ติดเลยทีเดียว 
 
"เงิน" เป็นเหตุผล 
 
แหงแหละครับ ใครๆที่ทำงานก็อยากได้เงิน ผมเองเรียนนิติยังอยากทำงานเป็นทนายลอว์เฟิมเลย เงินนะ ใครๆก็อยากได้ 
 
คนๆนั้นบอกเล่าเก้าสิบให้ทุกคนฟังว่าเขาไม่ชอบคนไข้ยังไง คนไข้เรื่องมากยังไง 
 
ผมเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วรรคทองของมหาลัยมีอยู่มากมายที่สอนให้พวกเราทำเพื่อปวงชน 
 
"ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน" 
 
"เหลืองของเราคือธรรมประจำจิต แดงของเราคือโลหิตอุทิศให้" 
 
ผู้ประศาสน์การและอธิการบดีของพวกเรามากมายทำหน้าที่เป็นตัวอย่างให้กับนักศึกษาที่เข้ามาในรุ่นหลังในเรื่องการทำเพื่อสังคมและประชาชนแม้ธรรมศาสตร์ในวันนี้อาจจะห่างเหินกับเรื่องนั้นไปบ้าง แต่พวกเราก็ยังคงทำเพื่อสังคมและปวงชนอยู่
ในยุคที่สังคมต่างอยู่เพื่อตนเอง อุดมการณ์ที่ต้องการให้พวกเราทำเพื่อคนอื่นดูเหมือนขัดต่อกระแสสังคมเป็นอย่างยิ่ง จนกระทั่งบางทีก็เรียกกันว่า "เป็นอุดมการณ์ที่กินไม่ได้" 
 
น่าเสียดายที่สังคมในปัจจุบันอาจไม่หลงเหลือที่ว่างให้กับคนที่มีอุดมการณ์เหล่านี้ ไม่ว่าจะรูปแบบไหนของสังคม ความต้องการในการประสบความสำเร็จกลับมีมากกว่าการให้ และท้ายที่สุดก็เกิดสังคมแห่งการเห็นแก่ตัว 
 
บัณฑิตจบเพื่อหางานเงินเดือนดีๆทำ คนทำงานพยายามทำงานเพื่อตำแหน่งและเงินเดือนที่สูงกว่า
 
พวกเราลืมเลือนบางอย่าง ที่เรียกว่า "การให้" ไปแล้ว 
 
หน้าทางขึ้นรถไฟฟ้าหมอชิตจะมีวณิพกอยู่สองสามคนอยู่ตลอดเวลา พวกเขาเหล่านี้่บ้างตาบอด บ้างแขนกุด บ้างก็แค่ต้องการขอทาน
ตอนปิดเทอม เจ้ากรรมของผมเองที่ทำให้ผมต้องใช้บริการรถไฟฟ้าของสถานีนี้เป็นประจำ และ ผมก็จะควักเศษสตางค์เหรียญให้คนเหล่านี้เป็นประจำด้วย 
 
ผมไม่ได้ใจบุญหรอกครับ มันหนักกระเป๋ามากก็แค่นั้นเองยิ่งกับกระเป๋าสตางค์ที่ไม่มีที่เก็บเศษเหรียญด้วยละก็ 
 
วันหนึ่งในคณะที่ผมกำลังจะไปขึ้นรถไฟฟ้าที่นี่เป็นประจำ แต่คราวนี้มีคนรู้จักของผมคนหนึ่งร่วมทางไปด้วย เมื่อผมควักเศษสตางค์ในกระเป๋าให้คนเหล่านี้เป็นเหมือนกิจวัตรของผม เมื่อเดินผ่านไป คนผู้นั้นกล่าวกับผมว่า 
 
"ให้ทำไม ไม่เห็นน่าให้เลย ขอทานจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้" 
 
ผมอึ้งได้แต่ยิ้มให้กับคนๆนั้น พร้อมกับในใจที่ส่งเสียงออกมาว่า 
 
"อือ แค่เงินไม่กี่บาทที่จะให้ออกไป เขาคิดขนาดนี้เลยหรือนี่" 
ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดกับผมแค่ครั้งเดียว และไม่ใช่กับคนๆนี้เท่านั้น ยังมีเพื่อน กระทั่งญาติของผมบางคนก็คิดแบบนี้ 
พวกเราลืมสิ่งที่เรียกว่าการให้ไปหมดแล้วหรือ? กับแค่เงินเพียงไม่กี่บาท ที่หากเราไม่ให้เขาก็คงเอาไปถลุงเล่นอยู่ดี แค่สิ่งๆนั้นพวกเราก็ลืมการให้ไปแล้วหรือ?
 
เรื่องรางที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนั้น ผมมีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียว คือระบาย และอยากให้ทุกท่านที่เป็นคนอ่าน ได้เริ่มต้นการให้ มากกว่านี้ ไม่ว่าจะให้อะไร กับใคร เล็กน้อยตั้งแต่ขอทานไปจนถึงสังคม เพราะท้ายที่สุด การเป็นผู้ให้ก็ประเสริฐกว่าการเป็นผู้รับอยู่ดี 
 
สำหรับ นักศึกษา ที่ท่านทั้งหลายกำลังจะไปเป็นอะไรที่มากกว่านักศึกษา จะเป็นผู้ที่มีความสามารถในการ "ให้" มากกว่าคนอื่นในอนาคตข้างหน้า บทกลอนข้างล่างนี้เป็นของพวกท่าน ซึ่งผมไม่ทราบผู้ประพันธ์และได้ยินมาตอนเอนท์ติดที่ธรรมศาสตร์ 
 
เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง  ฤาจะมุ่งมาศึกษา
    เพียงเพื่อปริญญา  เอาตัวรอดเท่านั้นฤา
   แท้ควรสหายคิด  จงตั้งจิตมั่นยึดถือ
    รับใช้ประชาคือ  ปลายทางเราที่เล่าเรียน
 
กลอนบทนี้ ผมเคยกล่าวให้คนๆนึงฟังในวันที่เขาจะจบการศึกษา เขาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงแค่นๆว่า 
 
"ทำเพื่อปวงชนแล้วจนเอาไหมเล่า?" 
 
ช่างน่าสงสารจริงๆ ทุกวันนี้ผมยังสวดมนต์ให้คนผู้นั้นอยู่
 
 

edit @ 16 May 2011 22:27:00 by หมีเต้าหู้วว

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot!
คนเราในสมัยนี้
เหมือนกับว่า ถ้าไม่เจอเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่หรือร้ายแรง
คำว่า 'ให้' นั้นถูกลบเลือนไปจริงๆ
มันจึงกลายเป็นสังคมของการเห็นแก่ตัวและผลประโยชน์

นึกถึง 14 ตุลาค่ะ
นักศึกษา และความยิ่งใหญ่ของพลังมวลชนในขณะนั้น
เป็นการเสียสละอย่างมากของคนรุ่นใหม่ในยุคนั้น

ตอนนี้ก็มีแค่.. แข่งขั เรียน สอบ เพื่อเป็นที่หนึ่ง
สอบเอนท์ ต้องเข้าคณะดังๆในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง
จบมา ต้องได้ทำงานในตำแหน่งหน้าที่สูงๆ เงินเยอะๆ

สำหรับเด็กรุ่นใหม่และนักศึกษาในสมัยนี้ส่วนใหญ่
คิดกันได้แค่นี้จริงๆ.

#16 By chavarina on 2011-05-21 21:32

อ่านเสร็จแล้วคิดว่าคนเขียนมุมมองกว้างดีครับ
แต่ผมว่า ทำเพื่อปวงชนแล้วจนนี่ไม่จริงหรอกครับ

ขอค้านและสวดมนต์ด้วยคนHot! confused smile

#15 By Keyboardboy on 2011-05-18 13:02

Hot! Hot! Hot! Hot! ชอบมากค่ะ big smile big smile

#14 By iambua on 2011-05-17 15:52

การให้นั้น ใจเราเบิกบาน

กลอนสุดท้าย เป็นยุค 14 ตุลา 16

น.ศ มัยนั้นสนใจทำกิจกรรมการเมือง

ผิดกับมัยนี้ กิจกรรมคือ ร้องเล่น เต้นแดนซ์ประกวด

sad smile confused smile Hot!

#13 By ปิยะ99 on 2011-05-17 09:04

พี่ชอบภาษาที่เราเขียนจังนายพร้อม

มันสื่อให้เห็นอะไรหลายๆๆดีจังเยย

: )

#12 By tonliew^^ (110.164.236.120) on 2011-05-17 08:54

"แดงของเราคือธรรมประจำจิต แดงของเราคือโลหิตอุทิศให้" 
 
Edit pls and its gonna be a perfect one ;)
LIKE !

#11 By Fafaii (111.84.0.130) on 2011-05-17 00:42

วู้ว พี่พร้อม เขียนดีตลอดอะ =)
ชอบๆ
^^

#10 By PooN (110.77.167.222) on 2011-05-17 00:36

open-mounthed smile

#9 By (125.26.57.71) on 2011-05-17 00:11

อร๊ายยย ปาดาวHot!

#8 By ปัณณ์ on 2011-05-16 23:59

สุดยอด ^^

#7 By Aom Amp' on 2011-05-16 23:43

พวกเราลืมเลือนบางอย่าง ที่เรียกว่า "การให้" ไปแล้ว

"ทำเพื่อปวงชนแล้วจนเอาไหมเล่า?"

น่าใจหายนะครับพี่ กบความจริงในสมัยนี้

#6 By Tumn (223.206.132.93) on 2011-05-16 23:42

เจ๋งค่ะพี่ชาย ระบายซะ ทำให้หวนกลับมาคิดถึงตัวเองเลย

#5 By (101.108.107.137) on 2011-05-16 23:40

Hot! Hot! Hot! big smile

#4 By ลิงแว่น on 2011-05-16 23:17

big smile Hot! Hot!

#3 By Meita on 2011-05-16 23:12

Hot! พวกเราลืมเลือนบางอย่าง ที่เรียกว่า "การให้" ไปแล้ว << ชอบตรงนี้แหละ
ชอบภาพคนกระโดดด้วย เท่ห์ๆ

#2 By on 2011-05-16 22:48

Hot! Hot! Hot!

ชอบบบ
คนเราทำเพื่อทั้งตัวเองและเพื่อผู้อื่นหนะได้นะ
แต่คนเราส่วนใหญ่มักเผลอทำเพื่อตัวเองมากกว่าไง
...แล้วบางครั้งมันก็มาก
..มากเกินไป

#1 By Opalyn's on 2011-05-16 14:24