ผมเป็น นักศึกษา ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ผูกพัน เกี่ยวเนื่องกับการเมืองไทยมาเป็นเวลายาวนาน จนถึงกับมีคำกล่าวที่ว่า "ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ก็คือประวัติศาสตร์ของธรรมศาสตร์" เพราะสองสิ่งนั้นแยกกันไม่ออก ผู้ประศาสน์การของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มาจากการเมือง และบ่อยครั้งที่ผู้นำของมหาวิทยาลัยของเรา ก็มีบมบาททางการเมือง
 
ก่อนจะมีสีเหลืองกับสีแดง ขอยอมรับตามตรงว่าไม่เคยติดตามการเมือง เนื่องด้วยยังเด็กเกินไปและการเมืองถือเป็นเรื่องที่ไกลตัวเหลือเกินสำหรับเด็กมัธยมต้นที่ชีวิตข้างหน้าเต็มไปด้วยการเรียนและ "มหาวิทยาลัย" ที่จะต้องฝ่าฟัน ฟาดฟัน เพื่อให้ได้เข้าเรียน
 
       "พูดง่ายๆคือ ผมแม่งเรียนเยอะ เล่นเยอะ เลยไม่สนใจเรื่องไกลตัว อย่างการเมืองไทย" 
 
      ผมเริ่มสนใจการเมือง ตอน มัธยมสี่ ถามว่าทำไม? จะไม่ให้สนใจได้อย่างไร ในเมื่อเสื้อเหลืองที่นำโดย พลตรีจำลอง ศรีเมือง และ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ชุมนุมกันปิดถนน เรียกร้องให้ พันตำรวจโท ด็อกเตอร์ ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่ง นั่น นับเป็นม็อบไล่นายกรัฐมนตรี ครั้งแรกที่ผมได้เห็น และก็ไม่ได้คิดว่ามันจะนำสู่เหตุการณ์ต่างๆมากมาย ถึงขนาดเสียเลือดเสียเนื้อ จนเกือบจะเป็นสงครามกลางเมืองอย่างเหตุการณ์ที่ผ่านๆมา 
 
           อะไร ทำให้สังคมไทย ไปถึงจุดนั้น? อะไร ทำให้สังคมที่เคยสงบสุขของคนไทย ไปถึงจุดนั้น? 
 
นักวิชาการ นักการเมือง บุคคลสำคัญ ต่างออกมาให้ความเห็นกันมากมาย บ้างว่าเป็นเพราะทักษิณ บ้างว่าเป็นที่ รัฐธรรมนูญ การปฏิวัติ เสื้อเหลือง เสื้อแดง และอื่นๆ 
 
   แต่คำตอบที่ผมได้คือ "ตัวเราเอง"
 
        พวกเราเอง เป็นที่มาของความขัดแย้งดังกล่าว พวกเราเองเป็นที่มาของการจลาจล และก็พวกเราเองที่จะต้องเป็นคนที่รับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่ผ่านมาและกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป 
 
        ผมมีพี่ชายที่รู้จักกัน อยู่ที่อเมริกา ชื่อ อุน พี่อุนเป็นคนไทย แต่ไปโตที่อเมริกาจนได้สัญชาติและซึมซับวัฒนธรรมของชาวตะวันตกจนแทบไม่เหลือความเป็นคนไทย (ก็แหงแหละ ไปอยู่ตั้งกะขวบเดียว) พี่อุนชอบเมืองไทย แต่ไม่ชอบการเมืองไทย 
 
        เพราะการเมืองไทย วุ่นวายจนเกินไป และความขัดแย้งไม่ได้เกิดเพียงแค่ในสภา แต่เกิดในสังคมไทย รวมถึงสังคมคนไทยในต่างแดน 
 
        แม่พี่อุนเป็นเสื้อแดง ชอบทักษิณ ส่วนคุณพ่อ เป็นเสื้อเหลือง เกลียดทักษิณ 
 
       เห็นได้ชัดว่า แนวความคิดของทั้งสองคนนี้ไปกันไม่ได้อย่างแน่นอนในเรื่องของการเมือง เหมือนเล่นฟุตบอล ที่ต่างคนต่างจะเอาชนะ พี่อุนเล่าว่า เวลาที่ทีวีเปิดไปเจอข่าวเกี่ยวกับการประท้วงในเมืองไทย เมฆมรสุมอันคุกกรุ่นได้ก่อตัวขึ้นเงียบๆในใจของประมุขของครอบครัว จากนั้นก็กลายมาเป็นสายฟ้าที่ฟาดกระหน่ำกัน
 
     ผมถาม "แล้วพี่อุนทำไง?" 
 
     พี่อุนตอบว่า "พี่กับน้องก็ตะโกนว่า โอบาม่าๆๆๆๆๆๆ" และมันก็จบลงที่เสียงหัวเราะ 
 
     ผมเคยเป็นหนึ่งคนที่เถียงกับคนอื่นเรื่องการเมือง เป็นคนที่เถียงเพื่อจะเอาชนะ และส่วนมาก ก็ลงเอยที่ความกินแหนงแคลงใจกัน จนเสียเพื่อนก็มี ยิ่งมีเฟสบุค ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะผมสามารถเถียงกับทุกคนบนเฟสบุคได้ โดยที่ไม่ต้องตะแบงให้เหนื่อยแรง เพียงแค่พิมพ์ๆๆ 
     ผมเคยเป็นเช่นนั้น จนวันที่เข้ามาที่ ธรรมศาสตร์ ผมมีเพื่อน เพื่อนที่มีพ่อเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์เสื้อแดง เพื่อนที่เป็นคนดี แต่สีแดง เพื่อนที่เป็นคนดี แต่เขามีความคิดทางการเมืองแตกต่างจากผม(ผมไม่ได้เป็นสีเหลืองนะ) แน่นอน เมื่อเวลามาถึง การเมือง ไม่มีทางหนีไปจากวงสนทนาของเด็กนิติศาสตร์ และแล้วพวกเราสองคนก็ เถียงกัน 
 
     แต่การเถียงกันคราวนี้ พวกเรา เถียงกันที่เหตุผล เราใชเหตุผล และผลสรุปที่ออกมา ทั้งผมและเพื่อนคนดังกล่าวยอมรับคือ "แม่งผิดทั้งสองสีแหละ"  หรือท่านผู้อ่านจะบอกว่ามีสีไหนที่ทำถูกต้องตลอดเวลา ไม่มีเรื่องใดผิด ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สังคมไทย 
 
      ความเสียหายอย่างแรกที่พวกเขาก่อ คือความแตกแยกในสังคมไทย กระทบหลักๆเลยคือวงสนทนา 
 
    ผมเล่าทั้งหมดมา เพียงแค่อยากจะเตือนสติทุกท่านว่า มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่พวกเราควรจะหยุด หยุด ทำให้เฟสบุคของตัวเองเป็นสภากาแฟที่มีอาเจ็กอาม่ามานั่งแหกปากโฉ่งฉ่างโช้งเช้งกันเรื่องการเมือง และจบลงที่การทะเลาะเบาะแว้งและความแตกแยก 
 
    ถึงเวลาแล้วหรือเปล่าที่ วงสนทนาการมือง ควรจะมีเหตุผลมากกว่าอารมณ์ 
 
    ถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่พวกเรา ควรจะใช้เหตุผลในการตัดสินถูกผิด ไม่ใช่การเข้าข้าง 
 
   และถึงเวลาแล้วหรือเปล่า ที่พวกเรา จะเลิกด่าคนที่เห็นต่างจากเราว่า "ควาย" ด่าว่าเขาโง่ เพียงเพราะว่าเขา "เห็นต่าง" หากเพียงแค่การเห็นต่างกันทำให้เขาเป็นควาย หากการวิจารณ์สิ่งที่ท่านชมชอบและไม่ได้เห็นด้วยกับท่านทำให้คนๆนั้นเป็นคนโง่  ก็อย่าบอกว่าสังคมไทยเป็นสังคมแห่งเสรีภาพ อย่าบอกว่าสังคมไทยต้องการเสรีภาพในการแสดงความเห็น เพราะมันไม่มีจริง เพราะคนที่จำกัดเสรีภาพนั้นไม่ใช่กฎหมาย หากแต่เป็นตัวเราเอง 
        "ควายแดง ควายสลิ่ม ควายเหลือง เหลืองโง่ แดงงี่เง่า" ประโยคเหล่านี้ควรจะหมดไปจากสังคมไทยได้หรือยัง? หรือต้องให้มีการสูญเสียไปมากกว่านี้ เราถึงจะสำนึกได้ 
 
      ฟ้ารุ่ง ศรีขาว กล่าววรรคทองออกมาหนึ่งวรรคว่า "คุณรู้ได้อย่างไรว่าเขา "โง่" เพราะคำว่า "โง่" เป็นคำที่ใช้ความฉลาดน้อยที่สุดพูดมันออกมา"
 
      ให้ความแตกแยกจบลงในสภา มันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาหลอกหลอนเราในโลกแห่งความเป็นจริง 
 
๑ จะทะเลาะ เพราะสี จนตัดญาติ 
จะยอมขาด มิตรสหาย ที่ฝักใฝ่
แค่เพียงเพราะ มองต่าง กันหรือไร? 
ถ้าเช่นนั้น การเมืองไซร้ อย่าพูดกัน 
credit ศาสดา
 

Comment

Comment:

Tweet

หวัดดีค่ะblogสวยดีนะคะ

#3 By แก้วเซรามิค (61.90.109.119) on 2011-12-22 22:55

ทักทายจ้า ยินดีที่ได้รู้จักนะ

#2 By น๊อต (61.90.109.119) on 2011-12-22 22:54

คนนั้น ถ้าเป็นคนรักสงบ เขาจะไม่สนใจเรื่อง
การเมืองเลย
คนใจร้อนใจวุ่นวายมักชอบ เอาตนเข้าไป
ยุ่งเกี่ยวเรื่องร้อน ๆ โดยเฉพาะเรื่องการเมือง

ยากแล้วละที่จะทำให้คนนั้นรักกันเหมือนเดิม
เมื่อแบ่งข้างไปแล้ว sad smile Hot!

#1 By ปิยะ99 on 2011-12-16 21:32